คำพูดผู้นำซ้ำเติมหรือให้กำลังใจ?

คำพูดผู้นำซ้ำเติมหรือให้กำลังใจ?

คำพูดผู้นำกระตุ้นหรือซ้ำเติมความกังวลโรคโควิด-19

เมื่อเกิดวิกฤต การสื่อสารของผู้นำเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อคนทั้งประเทศได้ และนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 โลกได้เห็นตัวอย่างการสื่อสารทั้งที่ชัดเจนและทำให้เกิดความสับสน

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเลือกเวลาประกาศมาตรการรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยการห้ามคนจากชาติยุโรปยกเว้นสหราชอาณาจักรเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 30 วัน หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการไปแล้วเมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม แต่ทันทีที่ตลาดหุ้นในเอเชียเปิดทำการในเช้าวันพฤหัสบดี ดัชนีหลักทรัพย์ในแทบทุกตลาดเอเชียปรับตัวลดลงอย่างหนัก ต่อเนื่องมาจนถึงตลาดหุ้นในภูมิภาคยุโรป ผลสะเทือนยังย้อนกลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ดัชนีดาวน์โจนส์ปิดตลาดดำดิ่งลง 10% ถือว่าลดลงมากที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่ปี 2530

อนหน้านั้นธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร แต่คำพูดของผู้นำที่หวังจะคลายความกังวลของทั้งประชาชนและนักลงทุนจากโรคระบาด กลับกลายเป็นสุนทรพจน์ราคาแพงที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ

เมื่อเดือน ก.พ.องค์การอนามัยโลก (WHO) และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ยกย่องนายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพราะใช้วิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ บรรเทาความตระหนก ขจัดข่าวลือ และทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ

นายลี บอกว่า "ความหวาดกลัวจะสร้างความเสียหายยิ่งกว่าเชื้อไวรัส" เขายังใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่เผยแพร่วิดีโอที่เขาสื่อตรงถึงประชาชนทุกกลุ่มเชื้อชาติ ด้วยตัวเองในหลายภาษา ทั้งอังกฤษ จีน และมาเลย์

ดูเหมือนการสื่อสารอย่างมีประสิทธิผลในสิงคโปร์จะไม่ข้ามพรมแดนเป็นตัวอย่างให้ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะที่เมืองไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เคยต้องกล่าวขออภัยหลังเอ่ยปากไล่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยกลับประเทศ และทำให้แฮชแท็ก #รัฐบาลเฮงซวย กลายเป็นกระแสที่พูดถึงทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ล่าสุดบัญชีทวิตเตอร์ @anutin_c ภายใต้ชื่อของเขาเพิ่งโพสต์ข้อความวิจารณ์ชาวยุโรปว่าหนีเข้ามาหลบโรคในเมืองไทย หลายคนแต่งตัวสกปรก ไม่อาบน้ำ และว่าคนเหล่านั้นไม่อยากคบหากันเองถึงขั้นปิดประเทศใส่กัน

 

เพียงไม่นานทั้งข้อความนี้และบัญชีทวิตเตอร์ ก็ถูกลบไป หลังประชาชนและนักการเมืองบางคน "ถล่ม" วิจารณ์อย่างหนัก การปิดบัญชีทวิตเตอร์นี้ มีขึ้นหลังจากนายอนุทินได้ปิดบัญชีเฟซบุ๊กไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากเฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ การประกาศรายชื่อประเทศที่เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย และถูกลบไป

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แถลงเรื่องการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นระยะ ได้เผยแพร่สารนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (13 มี.ค.) จั่วหัวว่าเป็นเรื่องสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 แต่เนื้อหาความยาวหนึ่งหน้ากระดาษครึ่ง กลับมีรายละเอียดปนเปทั้งเรื่องภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำ และเรื่องเศรษฐกิจ ถึงอย่างนั้นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ลืมทิ้งท้ายว่า "รัฐบาลยืนยันจะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด"

การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกมุมโลก ในสหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ก็ถูกตำหนิจากประชาชนและนักการเมืองร่วมพรรคเดียวกัน ที่ไม่ยอมสั่งปิดโรงเรียน หรือห้ามการรวมตัวในพื้นที่สาธารณะ เช่น การไปชมการแข่งกีฬา การแสดงดนตรี อย่างที่หลายประเทศในยุโรปทำ แต่แนะให้ประชาชนล้างมือบ่อย ๆ และแยกตัวเองจากผู้อื่นหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายว่าจะติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แม้อาการจะไม่ร้ายแรงก็ตาม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการแถลงเมื่อวานนี้ (12 มี.ค.) ของนายจอห์นสันผู้ที่มักถูกเทียบเคียงว่ามีบุคลิกไม่ต่างจากนายทรัมป์ มีความชัดเจนและสะท้อนว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรไม่ได้ปฏิเสธหรือปกปิดความจริงที่ว่าวิกฤตโรคระบาดที่เผชิญอยู่นี้ร้ายแรง ถึงขั้นที่ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลยอมรับว่าขณะนี้คนในสหราชอาณาจักรอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปแล้วราว 5,000-10,000 คน ตัวนายจอห์นสันเองเตือนประชาชนว่า "อาจต้องเสียบุคคลที่รักไปก่อนเวลาอันควร"

คำขอร้องให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ดูจะสะท้อนทัศนคติของรัฐบาลเมืองผู้ดีที่ไม่ต้องการให้คนตื่นตระหนกและดำเนินชีวิตต่อไป ซึ่งเคยทำมาแล้วด้วยการออกเป็นโปสเตอร์พร้อมคำขวัญดังว่า "Keep Calm and Carry On" เมื่อครั้งเตรียมพร้อมรับกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงแต่ว่าในระหว่างที่ประชาชนพยายามไม่ตื่นตระหนก ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในสหราชอาณาจักรกลับเพิ่มสูงขึ้น เฉพาะวันนี้ (13 มี.ค.) ในรอบ 24 ชั่วโมง พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 208 คน ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อเกือบ 800 คนแล้ว และมีผู้เสียชีวิต 10 คน

คงต้องรอดูต่อไปว่าคนในสหราชอาณาจักรจะ Keep Calm and Carry On ได้อีกนานเพียงใด

 

ที่มา: www.bbc.com

ติดตาม เว็บข่าวออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์  www.silopulse.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *